บทความนี้จะยกตัวอย่างการนำ AI เข้ามาช่วยในการสร้างชิ้นงานด้วยเครื่องปริ้นต์ 3D ที่กำลังเป็นกระแสและเข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้นครับ โดยบทความนี้เราจะไม่พูดถึงตัวเครื่องนะครับ ใครสะดวกใช้ค่ายไหนก็ตามที่สะดวกเลยครับ
ลองนึกภาพว่าวันนี้คุณมีเครื่องปริ้นต์ 3D อยู่กับตัว และมีไอเดียที่อยากลองทำออกมาเป็นชิ้นงานทดสอบสักชิ้น กว่าจะได้ชิ้นงานนั้นออกมาจริงๆ ต้องผ่านตั้งแต่คิดหัวข้อ ค้นหาข้อมูล ออกแบบไฟล์ 3D ไปจนถึงสั่งปริ้นต์ เพราะงานแบบนี้ติดอยู่ที่เรื่องเดียวคือ
ทุกขั้นตอนตั้งแต่คิดไอเดียจนถึงสั่งปริ้นต์ เป็นตัวคุณที่ต้องทำเองทั้งหมด
🧭 กว่าไอเดียจะกลายเป็นชิ้นงาน 3D
มาเริ่มกันเลยครับ การสร้างชิ้นงานหนึ่งชิ้นโดยหลักๆ จะมีขั้นตอนประมาณนี้ครับ

ถ้าแบ่งภาพด้านบนออกมาเป็นขั้นตอน จะได้แบบนี้ครับ
- คุณคิดหัวข้อหรือไอเดียที่สนใจจะทำชิ้นงาน 3D
- คุณค้นหาข้อมูลของหัวข้อจากข้อ 1
- คุณออกแบบไฟล์ 3D จากข้อมูลในข้อ 2
- คุณสั่งปริ้นต์ชิ้นงานจากไฟล์ในข้อ 3
พอเอาขั้นตอนการทำงานมาทำเป็นภาพที่ชัดเจนแบบนี้ ก็จะเห็นได้ว่าการขึ้นโมเดลเพื่อทดสอบไอเดียหนึ่งครั้งใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1-2 วันครับ และนี่ยังไม่รวมความสามารถในการออกแบบ 3D ของตัวเราเอง เพราะทุกคนเป็นเจ้าของเครื่องปริ้นต์ได้ก็จริง แต่การออกแบบเป็นสิ่งที่ต้องฝึกครับ ซึ่งถ้าคุณเป็นสายที่ชอบทำ Prototype กับ MVP การฝึกส่วนนี้ก็กินเวลาไม่น้อยเหมือนกันครับ
จุดสำคัญของงานแบบนี้คือ ชิ้นงานทดสอบแต่ละชิ้นออกมาได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือล้มเหลวก็ได้ครับ นั่นแปลว่ายิ่งคุณสร้างตัวทดสอบได้มากด้วยเวลาที่น้อยลง คุณก็ยิ่งลองผิดลองถูกได้มากขึ้น จนไปถึงชิ้นงานที่ทำเป็นสินค้าได้จริงๆ
พอรู้ปัญหาแบบนี้ ก็ต้องเริ่มจากคำถามว่าแล้วเราจะพัฒนาการทำงานยังไงให้ดีขึ้นกว่าเดิม? คำตอบของผมคือให้หารูปแบบงานที่เกิดขึ้นซ้ำๆ แล้วดูว่าจะพัฒนาที่ขั้นตอนไหนได้บ้างครับ
ถึงตรงนี้คุณต้องเลือกแล้วครับว่าจะแก้ปัญหาด้วยเงิน หรือด้วยกระบวนการทำงาน เพราะถ้าแก้ด้วยเงิน คุณก็จ้าง 100 คนให้ทำตามขั้นตอนที่คุณวางไว้ แล้วก็จะได้ 100 ชิ้นงาน แต่วิธีของผมจะเปลี่ยนจากการที่คุณต้องทำทั้งหมด มาเป็นให้ AI ช่วย แล้วคุณทำเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ
🧩 ลองเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานนี้ด้วย AI
งั้นมาลองเปลี่ยนกันทีละขั้นตอนนะครับ

-
การคิดหัวข้อ → คุณ หรือ AI
ขั้นตอนนี้เลือกได้ 2 ทางครับ คือคุณยังเป็นคนคิดหัวข้อเองเหมือนเดิม หรือให้ AI ช่วยคิดหัวข้อจากกระแสที่กำลังมาแรง
-
การค้นหาข้อมูลของหัวข้อ → AI
อันนี้ผมขอเลือกเป็น AI ครับ เพราะเป็นงานที่ค้นหาด้วยคำค้นแล้วสรุปข้อมูลออกมาจากเว็บไซต์ ซึ่งทุกเว็บไซต์ก็ทำเหมือนกัน
-
การออกแบบไฟล์ 3D → AI
ขั้นตอนนี้แทบจะเป็นหัวใจหลักเลยครับ ผมเลือกใช้ AI ออกแบบไฟล์ 3D ที่พร้อมปริ้นต์ได้ทันที ไม่ใช่ได้ไฟล์ 3D มาแล้วคนต้องไปออกแบบต่ออีกที
-
การสั่งปริ้นต์ → คน
ขั้นตอนนี้ผมยังแนะนำให้เป็นคนอยู่ครับ เพราะก่อนปริ้นต์อาจต้องตั้งค่าเครื่องหรือทำความสะอาดอุปกรณ์ ซึ่งคนยังทำได้ดีกว่า
หลายคนอาจมองว่า สุดท้ายคนก็ยังต้องทำเองอยู่ดี คำตอบคือใช่ครับ แต่อย่าลืมว่าจากเดิมที่คุณทำเองทั้ง 4 ขั้นตอน ตอนนี้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว และถ้าในอนาคตเทคโนโลยีพัฒนาไปกว่านี้ คุณค่อยกลับมาพัฒนาส่วนที่คุณทำเองอยู่ตอนนี้ก็ได้ครับ
📎 อ่านเพิ่มเติมเรื่องความแตกต่างระหว่าง AI กับ Automation ได้ในบทความ AI กับ Automation ต่างกันยังไง?
และนี่คือตัวอย่างชิ้นงานจากกระบวนการทำงานที่ถูกปรับด้วย AI ครับ

🎯 สรุป
จากเดิมที่การขึ้นชิ้นงานทดสอบหนึ่งชิ้นใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 วัน และคุณต้องทำเองทุกขั้นตอน พอให้ AI เข้ามาช่วย ส่วนที่คุณต้องทำจริงๆ ก็เหลือแค่การสั่งปริ้นต์ เวลาที่เหลือก็เอาไปสร้างตัวทดสอบได้มากขึ้น ลองผิดลองถูกกับไอเดียได้เร็วขึ้นครับ และออกตัวก่อนว่าผมมองว่า AI ช่วยงาน Prototype ได้ดีครับ พอได้ชิ้นงานที่ใช่แล้ว ค่อยนำไปให้คนที่ถนัดด้าน 3D จริงๆ พัฒนาต่อเพื่อทำขาย
บางครั้งคุณไม่จำเป็นต้องพัฒนาการทำงานให้สมบูรณ์ตั้งแต่แรกก็ได้ครับ
ค่อยๆ พัฒนาไปทีละขั้นตอน เพื่อให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้นในแต่ละวันครับ
ถ้าธุรกิจของคุณมีงานที่ต้องทำซ้ำๆ แบบนี้อยู่ แล้วอยากรู้ว่า AI Automation จะเข้าไปช่วยตรงไหนได้บ้าง ทักมาเล่าปัญหาให้ Box Automation ฟังได้เลยครับ เราช่วยวิเคราะห์การทำงานและวางแผนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณครับ





