เวลาเราขายของบน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือช่องทางอื่น ๆ เรามักเริ่มตั้งราคาจากต้นทุนและกำไรที่อยากได้ แล้วก็ปล่อยราคานั้นไว้ครับ พอเริ่มขายไม่ออก เราปรับราคาลง แต่เมื่อยอดขายกลับมา เราเคยเพิ่มราคากลับไปไหม? หรือปล่อยให้ราคาที่ลดไว้กลายเป็นราคาปกติ ทั้งที่ลูกค้าอาจยอมซื้อในราคาที่สูงกว่านั้น
เรื่องนี้น่าสนใจสำหรับผม เพราะราคาที่เคยเหมาะในอดีตอาจไม่ใช่ราคาที่เหมาะในวันนี้ ถ้าไม่อยากใช้ความรู้สึกตัดสินใจอย่างเดียว เราลองใช้ข้อมูลช่วยหาคำตอบได้ไหม?
🧭 แนวคิดการตั้งราคาขายสำหรับร้านค้า
ลองเริ่มจากเงื่อนไขง่าย ๆ สามข้อที่ร้านค้าส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยอยู่แล้ว
- ราคาขายต้องสูงกว่าต้นทุนที่ร้านต้องจ่ายต่อชิ้น ไม่อย่างนั้นขายไปก็ไม่เหลือกำไร
- ราคาขายควรถึงกำไรที่เราตั้งใจไว้ ซึ่งสินค้าแต่ละหมวดอาจตั้งกำไรได้ไม่เท่ากัน
- ถ้าขายสินค้าชนิดเดียวกับคู่แข่ง ราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงในร้านเขาก็เป็นอีกจุดที่ต้องดู เพราะถ้าตั้งแพงกว่า ลูกค้าอาจเลือกซื้อจากร้านคู่แข่ง
พอวางทั้งสามอย่างไว้บนเส้นเดียวกัน เราจะเริ่มเห็น “ช่วงราคา” ที่น่าลอง ไม่ใช่เห็นแค่ราคาจุดเดียวครับ ช่องว่างระหว่างราคาขายที่คาดหวังกับราคาคู่แข่ง คือราคาที่ทำกำไรได้เพิ่ม

แต่คำถามต่อมาคือ แล้วราคาไหนในช่วงนั้นคือราคาที่เราควรตั้งขายจริง?
ถ้าขายถูกไป เราอาจเสียกำไรที่ควรได้ แต่ถ้าขายแพงไป ลูกค้าอาจไม่ซื้อเราเหมือนกัน
💰 ตัวอย่างการตั้งราคาขายสำหรับร้านค้าออนไลน์
สมมติว่าเรามีสินค้า A ต้นทุนสินค้า 300 บาท และอยากได้กำไร 10% จากต้นทุน เราเลยตั้งราคาขายที่ 330 บาท ส่วนคู่แข่งขายสินค้าชนิดเดียวกันที่ 350 บาท

ขายที่ 330 บาทก็ยังถูกกว่าคู่แข่งอยู่แล้วครับ แต่ช่องว่างอีก 20 บาททำให้ผมสงสัยว่า ถ้าขยับเป็น 340 บาท เรายังขายได้ไหม? ถ้ายังขายได้ เราก็มีกำไรต่อชิ้นเพิ่มขึ้น แต่ถ้าขายไม่ดี เราก็กลับมาที่ 330 บาทได้
เราไม่จำเป็นต้องกระโดดจาก 330 ไป 340 บาททันที ลองตั้งเป้าจำนวนชิ้นที่จะขายต่อสัปดาห์จากยอดขายเฉลี่ยเดิม แล้วขยับราคาทีละ 5 บาทเพื่อดูผลในแต่ละสัปดาห์ก็ได้ เช่น
- เริ่มที่ 330 บาท ถ้าสัปดาห์นี้ขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ลองปรับเป็น 335 บาท ถ้าไม่ถึงเป้า ให้คงที่ 330 บาทก่อน เพราะนี่คือราคาต่ำสุดในตัวอย่างนี้
- สัปดาห์ถัดมา ถ้า 335 บาทยังขายได้ตามเป้า ลองขึ้นเป็น 340 บาท แต่ถ้าขายไม่ถึงเป้า กลับไปที่ 330 บาท
- ถ้า 340 บาทยังขายได้ ลองต่อที่ 345 บาท ถ้าผลไม่ดี กลับไปที่ 335 บาท
- ถ้า 345 บาทยังขายได้ ลองขยับถึง 350 บาท แต่ถ้า 345 บาทขายไม่ถึงเป้า ให้กลับมาที่ 340 บาท เมื่อถึง 350 บาทแล้วก็หยุดขึ้นราคา ถ้าขายไม่ถึงเป้า ให้ถอยมาที่ 345 บาท

พอมองแบบนี้ ราคาสินค้าไม่ได้เป็นตัวเลขที่เราตั้งครั้งเดียวแล้วจบ แต่มันขยับขึ้นลงตามสิ่งที่ลูกค้าซื้อจริง คล้ายกราฟราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลง เพียงแต่เรากำหนดกรอบของร้านไว้ก่อน เหมือนเราค่อย ๆ สำรวจว่าร้านของเราขายที่ราคาไหนได้บ้างครับ
ก่อนไปส่วนถัดไป ลองตอบในใจดูครับ ถ้าสัปดาห์นี้ขายที่ 340 บาทแล้วไม่ถึงเป้า สัปดาห์หน้าควรตั้งราคาเท่าไร?
เฉลย: 335 บาท เพราะไม่ถึงเป้าจึงถอยลงหนึ่งขั้น แต่ถ้าถึงเป้า ก็ขยับขึ้นเป็น 345 บาท
⚙️ ให้ Automation ช่วยแนะนำราคา
ลองนึกภาพว่าร้านมีสินค้าหลายร้อยรายการ ถ้าต้องเปิดดูยอดขายและราคาคู่แข่งทุกสัปดาห์ แล้วตัดสินใจทีละชิ้นว่าควรปรับขึ้นหรือลง งานนี้คงกินเวลาไม่น้อยครับ
แต่ถ้าเรามีราคาคู่แข่งที่อัปเดตได้ทุกวัน และรู้ต้นทุนของสินค้าแต่ละชิ้น เราก็กำหนดช่วงราคาไว้ก่อน แล้วให้ระบบเทียบยอดขายเฉลี่ยต่อสัปดาห์กับเป้าที่ตั้งไว้ ถ้าคู่แข่งลดราคาลง ราคาสูงสุดของเราก็ลดตาม และถ้าราคาคู่แข่งต่ำกว่า 330 บาท ระบบจะคงราคาไว้ที่ 330 บาท แล้วแจ้งให้คนตัดสินใจ
จากข้อมูลนั้น Automation จะแนะนำราคาสำหรับสัปดาห์ถัดไป พนักงานตรวจเหตุผลและเลือกว่าจะใช้ราคาใหม่หรือไม่ ถ้าอนุมัติ ก็นำราคานั้นไปปรับในร้านค้าออนไลน์

🤖 ถ้าอยากให้ AI ช่วยปรับราคาบนหน้าร้านล่ะ?
ถ้าเจ้าของธุรกิจทำทุกอย่างเอง ขั้นตอนเข้าเว็บไซต์ไปแก้ราคาก็ยังเป็นงานที่ต้องใช้เวลา หลังอนุมัติราคาใหม่แล้ว AI ที่ใช้งานหน้าเว็บไซต์ได้อาจช่วยเข้าไปเปลี่ยนราคาบนหน้าร้าน โดยใช้ตัวเลขที่ Automation แนะนำไว้
ในขั้นนี้ AI ไม่ได้วิเคราะห์ว่าควรขายเท่าไร แต่ทำตามขั้นตอนบนเว็บไซต์แทนคนครับ ถ้าร้านมีวิธีเชื่อมต่อที่ทำงานตามขั้นตอนตายตัวอยู่แล้ว ก็อาจใช้ Automation ธรรมดาทำขั้นตอนนี้ได้เช่นกัน
หลังจาก AI ช่วยปรับราคาแล้ว เราให้ Automation เทียบกับราคาที่อนุมัติไว้ ถ้าตัวเลขไม่ตรงกันก็แจ้งให้คนตรวจสอบ ทำให้เราไม่ต้องกังวลการทำงานของ AI ว่าทำถูกต้องหรือเปล่า
🎯 สรุปการทำงาน
จากตัวอย่างนี้ เราใช้ Automation ช่วยดูข้อมูลและแนะนำราคา ส่วน AI อาจช่วยทำขั้นตอนเปลี่ยนราคาบนหน้าร้าน ถ้าร้านต้องการให้ระบบช่วยทำงานส่วนนั้น
แต่เราไม่ได้โยนการตัดสินใจทั้งหมดให้เครื่องมือครับ เราเป็นคนกำหนดการทำงานทั้งหมด และวิธีการแก้ปัญหาจากนั้นค่อยให้เครื่องมือช่วยทำงานที่ต้องทำทั้งหมดครับ
ให้ยอดขายจริงเป็นคนบอกว่าราคาไหนขายได้ แล้วให้ Automation กับ AI ช่วยทำงานที่ต้องทำซ้ำทุกสัปดาห์
สิ่งที่ผมชอบในวิธีนี้คือเราไม่ได้เดาว่าราคา 330, 340 หรือ 350 บาทดีที่สุดตลอดไป แต่ให้ข้อมูลจริงค่อย ๆ บอกเรา แล้วใช้เครื่องมือช่วยในกระบวนการทำงาน ถ้าธุรกิจของคุณอยากลองใช้วิธีนี้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มวางช่วงราคาและเงื่อนไขอย่างไร ทักมาคุยกับ Box Automation ให้เราช่วยวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงาน และเสนอแนวทางเบื้องต้นให้ครับ





